วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ออกกำลังกายแบบ อะควาแอโรบิก

วันนี้ดูรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ในรายการเค้าได้แนะนำวิธีการออกกำลังกายแบบหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ไขข้อไม่ค่อยดี หรือคนท้อง จริงๆแล้วคนทั่วไปก็ได้นะ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นการออกกำลังกายในน้ำ ซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแรง ดีต่อสุขภาพและสนุกด้วย



อะควาแอโรบิก เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหรือการบริหารร่างกายในน้ำ ซึ่งให้ความสนุกสนาน ผู้ออกกำลังกายจะเพลิดเพลินทั้งเสียงดนตรี จังหวะดนตรี ความเย็นสบายของสายน้ำ และท่าทางการเคลื่อนไหวในน้ำ สามารถเล่นด้วยกันเป็นหมู่คณะ และทำกิจกรรมได้เป็น เวลานานนาน ไม่รู้สึกเบื่อหรือเครียดในการออกกำลังกาย จึงทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และทำได้อยู่เรื่อยๆ และสามารถเผาผลาญ พลังงานได้ประมาณ 500 - 700 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง

ท่าที่ใช้ในการแอโรบิกในน้ำ มีหลากหลาย ซึ่งคล้ายกับแอโรบิกบนบกเพียงแต่การเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรีอาจจะทำได้ช้ากว่าเพราะมีแรงต้านทานของกระแสน้ำเริ่มต้นด้วยการนั่งริมขอบสระ ยกขา งอขึ้นทีละข้างสลับซ้ายขวาเพื่อวอร์มร่างกายก่อนลงน้ำเต้นตามครูฝึกในแต่ละท่า เช่น ท่าที่ต้องสไลด์ขาขวาซ้าย ขวาซ้าย กระโดดกางแขนพร้อมแยกขาสลับไปมา หรือจับคู่กระโดดจับมือในน้ำ แล้วออกแรงผลักสลับกันจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นจับคู่เกาะหลังคนข้างหน้าพร้อมกับตีขาในน้ำ

ตามด้วยท่าที่ต้องใช้โฟมเป็นอุปกรณ์ โดยถือเอาไว้ในมือแล้วยื่นแขนออกไปให้สุดพร้อมกดโฟมให้จมน้ำให้มากที่สุด เพื่อออกกำลังข้อมือเมื่อรู้สึกเหนื่อยพอแล้ว ก็ขึ้นนั่งที่ขอบสระพร้อมยกขาสลับซ้าย-ขวาเหมือนเดิมและถ้ารู้สึกปวดเมื่อยก็สามารถคลายกล้ามเนื้อด้วยการจับคู่ยืนบนขอบสระสลับการบริหารแขนขาช้าๆ ก็จะลดการเมื่อยล้า และป้องกันการบาดเจ็บได้ดี

อะความแอโรบิกเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายบนบกได้ถนัด เช่น มีปัญหาที่หัวเข่า ข้อเท้า กระดูกสันหลัง หรือผู้ที่มีน้ำหนักมาก รวมทั้งผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ระยะ 4 - 7 เดือนเพราะน้ำจะช่วยพยุงร่างกาย ลดการกระแทกขณะเดียวกันการออกกำลังกายใต้แรงต้านทานของน้ำจำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนกระชับและมีผลต่อระบบความฟิตของกล้ามเนื้อหัวใจ

สำหรับคนรักสุขภาพท่านใดสนใจก็ลองปฏิบัติดูนะคะ น่าสนุกดีค่ะ


วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บะหมี่ซั่วน้ำ กับ เห็ด 3 อย่าง

เมนูสุขภาพวันนี้ขอเสนอ หมี่ซั่ว กับ เห็ด 3 อย่าง...บะหมี่ซั่วใครๆก็คงได้เคยทานกันอยู่ และคิดว่าคงชอบด้วย เส้นหมี่ซั่วนุ่ม ไม่เหนียว มีรสชาติที่อร่อยในตัวเส้นอยู่แล้ว เคยไปทานบะหมี่ไก่ บะหมี่เป็ด เส้นหมี่ซั่ว รู้สึกว่าเค้าทำอร่อยจริงๆ ไม่รู้เส้นอร่อย หรือน้ำซุปอร่อย ชอบมาก ถ้วนหนึ่งก็ประมาณ 40  อัพ แต่ทานยังไม่ทันอิ่มท้องเลย แต่จะทาน 2 ถ้วยก็คงไม่ไหว (ทาน 2 ถ้วยก็...คิดๆๆ ) วันนี้เลยไปซื้อวัสดุมาทำเองซะเลย จะทานให้เยอะเท่าไหร่ก็ได้ และที่สำคัญอยากจะทานกะอะไรก็ใส่ๆๆๆ วัสดุสำคัญของบะหมี่ซั่วน้ำทำเอง ได้แก่

หมี่ซั่ว  เห็ดหอม  เห็ดเข็มทอง  เห็ดนางฟ้า อันนี้จะได้ประโยชน์จากน้ำซุปของเห็ด 3 อย่าง เคยได้อ่านมาว่าเห็ดนำมาปรุงพร้อมกัน 3 ชนิด จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก

ประโยชน์ของเห็ด 3 อย่างคือ
- ช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ ทั้งจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจากสุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์ สารเคมีจากเครื่องสำอาง (ลิปสติกสีสด ยาย้อมผม)
- ช่วยล้างพิษพวกอนุมูลอิสระ ซีสต์ เนื้องอก มะเร็ง อัลฟาท็อกซิล ไวรัสตับอักเสบ สเก็ดเงิน
- ช่วยล้างไขมันในตับ
- ตับแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้อารมณ์ดี การสร้างเม็ดเลือดแดงดี 



จะถ้าใส่แค่นี้ก็จะไม่มีสีสัน ต้องเพิ่ม ข้าวโพดอ่อน ใบตำลึง ยอดคะน้า ต้นหอม คื่นช่าย จะได้มีสีสันและมีประโยชน์ด้วยนะ ไม่ต้องปรุงรสมากเพราะหมี่ซั่วมีรสชาติอร่อยอยู่แล้ว ปรุงเสร็จก็มีหน้าตาแบบเนี่ย เวลาทานก็ใส่พริกไทยหน่อย จะยิ่งอร่อย



หมดเกลี้ยง..ไม่ได้เททิ้งหรอกนะ

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หัวเราะเพื่อสุขภาพ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “จากผลการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการหัวเราะขำขันจากความรู้สึกในใจลึกๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่มีประโยชน์ ทั้งยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด และความวิตกกังวลได้อีกด้วย แถมยังทำให้นอนหลับสบาย และนอนได้เต็มอิ่ม เพราะการหัวเราะทำให้กล้ามเนื้อร่างกายทำงานเต็มที่ เพียงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที ก็เทียบได้กับการออกกำลังกายหัวใจได้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วค่ะ”นอกจากนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ยังเคยทำการวิจัยโดยให้อาสาสมัครชมวีดิโอขำขันซึ่งทำให้พวกเขาได้หัวเราะกันเต็มที่ โดยในระหว่างนั้นก็วัดอัตราการไหลเวียนเลือดของพวกเขาไปด้วย ผลการวิจัยพบว่า อัตราการไหลเวียนเลือดของอาสาสมัครดีขึ้นถึง 22% ซึ่งการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นนี้ หมายถึงการช่วยรักษาสุขภาวะที่ดีให้กับหลอดเลือด และส่งผลช่วยยับยั้งการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย


เพราะเสียงหัวเราะเป็นกุญแจสู่การมีสุขภาพดีที่เราไม่ควรทำให้ขาดหายไปจากชีวิตประจำวัน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรหัวเราะให้ได้ 17 ครั้งต่อวัน ส่วนเด็กๆ ถ้าได้หัวเราะ 400 ครั้งต่อวันจะทำให้มีสุขภาพดี ฟังอย่างนี้แล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพียงคุณจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมประจำวันที่จะทำให้คุณผ่อนคลายมากขึ้น เสียงหัวเราะก็จะตามมาเอง เช่นในวันหยุด กำหนดช่วงเวลาทุกค่ำวันเสาร์เป็น “มูวี่ไนท์” ของครอบครัวแล้วเลือกหนังตลกหรือการ์ตูนขำๆ ที่เด็กๆ ชอบสักเรื่องหนึ่งมาชมร่วมกันทั้งครอบครัว แค่นี้ก็ได้ขำไปด้วยกันสองชั่วโมงเต็มอย่างไม่รู้ตัวแล้ว แถมยังได้กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกต่างหาก หรือบางครอบครัวที่งดการออกไปเดินเที่ยวในห้างเพราะต้องการรัดเข็มขัดในช่วงนี้ ก็อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีช่วยกันทำอาหารทานในบ้านช่วงวันหยุด แค่ได้ใช้เวลาร่วมกัน นอกจากเสียงหัวเราะจะตามมา ความเครียดก็จะมลายหายไปได้ด้วย

สวนสัตว์สงขลา